ปาตริซิโอ มานูเอล นักมวยข้ามเพศที่ขอแค่ได้ "ชกกับผู้ชาย"



"ชกมวย" อาจจะเป็นกีฬาที่รุนแรงทว่าที่สุดแล้วมันคือกีฬาที่เปิดกว้างสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ดังนั้นในระยะหลังนี่จึงเป็นกีฬาที่ค่อนข้างฮิตในหมู่สาวๆ ที่อยากจะใช้มันเพื่อการลดน้ำหนักและดูแลสุขภาพ ซึ่งจากจุดนี้มีบางคนต่อยอดจนกลายเป็นนักมวยหญิงอาชีพและสมัครเล่นเลยก็มี

แต่ใครจะรู้ว่าบนโลกนี้มีนักมวยเพศหญิงที่ข้ามเพศไปต่อยในระดับอาชีพกับผู้ชาย ไม่ได้มุก ไม่มีอ่อนข้อ หมัดต่อหมัด เหมือนกติกาเดิมทุกอย่าง และชื่อของเขาคือ ปาตริซิโอ มานูเอล นี่คือเรื่องราวของการข้ามเพศสภาพสู่กีฬาที่รุนแรงและว่ากันว่าเหมาะกับผู้ชายมากที่สุดอย่าง "ชกมวย" แด่เขาผู้ซื่อตรง
สหรัฐอเมริกา คือดินแดนแห่งเสรีภาพและความฝัน ปาตริซิโอ มานูเอล วัย 33 ปี เพิ่งสร้างแรงกระเพื่อมจากระดับประเทศออกสู่ระดับโลกด้วยการคว้าชัยเหนือคู่ชกในรุ่น ซูเปอร์ เฟเขาร์เวท อย่าง อูโก้ อากีญ่า ซึ่งชัยชนะนี้ทำให้เขากลายเป็นนักมวยอาชีพคนแรกที่เป็นชายข้ามเพศ
เหนือสิ่งอื่นใดที่คือชัยชนะที่เขาภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก หากแต่ว่าในมุมมองของแฟนๆ คอหมัดมวย พวกเขาไม่ค่อยชอบเรื่องที่ "แปลกใหม่" แบบนี้


จริงๆ ปาตริซิโอ ถือว่าเป็นนักมวยหญิงที่เก่งมาก เขาคว้าแชมป์ระดับสมัครเล่นของประเทศของฝ่ายหญิงมาแล้วถึง 5 สมัย แถมยังเคยเข้าคัดเลือกเพื่อเป็นตัวแทนทีมชาติสหรัฐอเมริกาที่ขึ้นชกในโอลิมปิกปี 2012 อีกด้วย (ซึ่งน่าเสียดายที่อาการบาดเจ็บไหล่ทำให้เขาไม่ได้ไปโชว์ฝีมือในรอบสุดท้ายที่กรุงลอนดอน) แต่ถึงกระนั้นมันไม่ใช่เรื่องที่เขาจะพอใจได้ง่ายๆ
ปาตริซิโอ ไม่สนใจความคิดของคนรอบข้างและเสียงต่อต้านจากความไม่เหมาะสม เขาเริ่มเปลี่ยนแปลงเพศสภาพแบบเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา เหตุผลที่ทำอย่างนั้นเพราะความรักที่มีต่อการชกมวยของเขามันมีมากจนเกินกว่าแค่จะหยุดที่แชมป์ของฝ่ายหญิง การก้าวหน้าทางอาชีพคือสิ่งแรกและสิ่งสุดท้ายที่เขาอยากทำ
"ฉันเริ่มเปลี่ยนเพศสภาพ และตัดสินใจยุติการเป็นนักกีฬาหญิง ฉันตระหนักได้ว่าความจริงคือสิ่งไม่ตาย ฉันอยากจะเสี่ยงกับสิ่งที่ฉันรักนั่นคือการยกมวย ฉันก้าวเท้าออกมาด้วยความสัตย์จริงในการตัดสินใจครั้งนี้"
ว่ากันตามตรงในไม่มีสังคมใดที่ ขาว 100% และดำ 100% ทุกๆ สังคมล้วนประกอบด้วยกลุ่มคนที่คิดแตกต่างกันไป ในสังคมมวยอาชีพของอเมริกาก็เช่นกัน พวกเขามีความภาคภูมิใจกับเหล่านักชกอย่าง มูฮัมหมัด อาลี, ไมค์ ไทสัน และ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ แต่การให้ "เพศหญิง" ขึ้นมาต่อยบนเวทีที่สร้างตำนานของโลกแบบนี้ คือสิ่งที่ตะขิดตะขวงในใจไม่น้อย มันเหมือนกับความแปลกที่พวกเขาไม่เคยเห็นไม่เคยพบเจอ แฟนๆ คิดว่านักมวยหญิงข้ามเพศจะทำให้เหล่านักมวยเพศชายต้องออกอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ชนะก็ไม่ภูมิใจ และถ้าแพ้พวกเขาจะดูน่าอับอายในฐานะนักมวยที่ต่อยแพ้ผู้หญิง

อย่าว่าแต่ความรู้สึกของแฟน มวย และกลุ่มนักชกด้วยกันเองเลย ณ ตอนแรกที่ ปาตริซิโอ เริ่มลุยบนเส้นทางเดียวกับลูกผู้ชายอกสามศอก เขาต้องพิสูจน์ตัวเองมากมาย นักมวยผู้ชายคนหนึ่งหากอยากจะเข้า
ยิมฝึกซ้อมลงนวมสักแมตช์อาจจะแค่เดินมาคุยและตบบ่ากัน ก่อนจะขึ้นไปวอร์มร่วมกันบนเวทีแบบง่ายๆ แต่สำหรับ ปาตริซิโอ เขาต้องเจอกับอุปสรรคตั้งแต่แรกตั้งแต่การหาโค้ชและการหาสถานที่ร่วมซ้อมกับเหล่ามืออาชีพ นอกจากนี้เรื่องของงานเอกสารคืออีกหนึ่งสิ่งที่ไม่สามารถจะแก้กันได้ง่ายๆ กฎยิบย่อยทำให้เขาทำได้แค่ลงนวมซ้อม แต่ไม่อาจขึ้นชกได้ ถึงแม้จะข้ามเพศแล้วแต่เขาก็ยังไม่มีใบอนุญาตอยู่ดี เห็นได้ชัดว่าปัญหาที่ใหญ่ที่สุดไม่ได้มาจากตัวเขา แต่เป็นมุมมองจากคนรอบข้าง และความเคยชินจากกฎกติกาเก่าๆ ต่างหาก ที่ทำให้ ปาตริซิโอ ต้องสู้กับสิ่งเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า


ไม่เว้นแม่แต่คนรอบข้าง ครอบครัวของเขาก็ไม่สนับสนุนเรื่องนี้จนถึงขั้นตัดขาดไปจากกัน แต่อย่างที่เขาได้ขีดเส้นใต้ไว้ในข้อความด้านบน "การชัดเจนต่อสิ่งที่รัก" ทำให้เขาพร้อมที่จะยอมแลกทุกอย่างที่มี

"การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ต้องยอมแลกกับอะไรหลายอย่าง และฉันยอมจ่าย ฉันสูญเสียคนที๋ฉันคิดว่าเป็นครอบครัว แต่ถ้าจะให้คะแนนความเสียใจกับสิ่งนี้ฉันกล้าพูดเต็มปากว่ามันเท่ากับศูนย์"

ณ จุดนี้เรายังไม่จำเป็นต้องพูดถึงฝีไม้ลายมือของเขาว่าแท้จริงแล้วเก่งแค่ไหน ดีพอจะซัดกับผู้ชายหรือไม่? สิ่งที่น่าซูฮกคือเรื่องของความมั่นใจ และความซื่อตรงต่อความคิดตัวเอง ปาตริซิโอ ยอมแลกหนึ่งในสิ่งสำคัญพื้นฐานของมนุษย์นั่นคือครอบครัว และการทำแบบนี้ยังทำให้เขากลายเป็นที่จับตามองด้วยสายตาคนอื่นที่ไม่ได้มองมาเพราะความชื่นชม แต่เป็นการมองเพราะความฉงนใจกับสิ่งที่เขาทำและสิ่งที่เขาเป็น... จะมีสักกี่คนที่ยอมแลกกับความสำเร็จที่ยังมองไม่เห็นแบบนี้บ้างจริงไหม?
ผู้ชายไม่ชกกับผู้หญิง

นี่คือเรื่องใหญ่ที่สุดที่เขาต้องประสบพบเจออยู่ตลอด เรื่องของการยอมรับเป็นสิ่งที่ยากเย็นแสนเข็ญ หลังจากเปลี่ยนแปลงเพศสภาพมาเป็นผู้ชายกว่าเขาจะได้ขึ้นชกไฟต์อย่างเป็นทางการสักแมตช์ช่างเป็นอะไรที่ยากเย็น
เขาพยายามขอขึ้นชกกับอาชีพกับเหล่านักชกชาย แต่คณะกรรมการกีฬามวยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย กลับลังเลที่จะออกใบอนุญาตขึ้นชกให้จากเพศสภาพที่ขัดแย้งกับเพศโดยกำเนิด

หากเป็นคนอื่นคงยอมแพ้ไปโดยง่าย การต่อสู้กับองค์กรใหญ่ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ยากจะเอาชนะได้ในเร็ววัน ทว่าฟ้าก็มีตา เพราะก่อนหน้าที่โอลิมปิกปี 2016 ณ นครริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล จะเปิดฉาก คณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือ IOC ก็ได้เปลี่ยนแปลงกฎสำคัญ อนุญาตให้นักกีฬาหญิงที่แปลงเพศสภาพเป็นชายสามารถลงทำการแข่งขัน กีฬา ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด นั่นทำให้ประตูสู่สังเวียนของเขากลับมาเปิดกว้างอีกครั้ง

นอกจากนี้ ปาตริซิโอยังได้รับการผลักดันจากบริษัท โกลเด้น บอย โปรโมชั่น ที่มีเจ้าของเป็น ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า แชมป์โลกและแชมเป์เหรียญทองโอลิมปิก จนสามารถขึ้นชกในการแข่งขันระดับประเทศกับผู้ชายได้อีกด้วย

เรียกได้ว่าการเคลื่อนไหวของเขานั้นแทบจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ของวงการกีฬา เหมือนที่ครั้งหนึ่ง ฮันนา (ชื่อเดิม คัลลั่ม) เมาน์ซี่ย์ นักกีฬาแฮนด์บอลชายชาวออสเตรเลียได้ต่อสู้กับการข้ามเพศสภาพ จนสหพันธ์กีฬาแฮนด์บอลนานาชาติได้ตัดสินให้เขาสามารถลงเล่นให้กับการแข่งขันประเภททีมหญิงได้ในปี 2018 นี้เอง แม้ว่าเพศตอนเกิดของเขานั้นจะเป็นเพศชายก็ตาม


ไฟต์ประวัติศาสตร์
ทุกอย่างในไฟต์นั้นเหมือนกันชกมวยคู่อื่นๆแบบไม่ผิดเพี้ยน มีการประจันหน้าตอนโปรโมต มีการอินโทรเดินโชว์กล้ามเนื้อและฟังกติกาจากกรรมการ ห้ามชกใต้เข็มขัด ห้ามเอาหัวโขก ห้ามกัด ไม่มีสิ่งใดผิดเพี้ยนจากขนบธรรมเนียมเดิมของการชกมวยแม้แต่น้อย

ปาตริซิโอ แสดงให้เห็นถึงกล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกมาอย่างหนักหน่วง จนเหมือนกับนักชกปกติทั่วไปดีๆ นี่เองหากไม่มีใครรู้ปูมหลังมาก่อนก็คงไม่เอะใจถึงสิ่งนี้แน่ แต่เมื่อไฟต์นี้คือไฟต์ประวัติศาสตร์มันจึงไม่แปลกที่เหล่า Boo Boys หรือกลุ่มฝีปากพล่อยจะเล็งเขาเป็นเป้าระบายอารมณ์ ก่นด่า และโห่ใส่ตลอด
สิ่งที่ ปาตริซิโอ ตอบกลับได้คือการต้องโชว์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งเท่านั้นเพื่อทำให้เหล่าแฟนปากเสียพวกนี้รีบเก็บคำพูดพล่อยๆของตัวเองไปอย่างขายหน้า เขา ชกกับ อากีญ่า ทั้งหมด 4 ยก 12 นาที ก่อนชนะคะแนนอย่างเป็นเอกฉันท์จากกรรมการผู้ให้คะแนน 3 คนโดยแต้มอยู่ที่ 39-37
"ฉันได้ยินเสียงโห่ แฟนมวยบางคนไม่ค่อบแฮปปี้ที่ฉันได้ชัยชนะ แต่ฉันจะกลับมาอีกครั้ง และจะทำให้ทุกคนยอมรับให้ได้"
ปาตริซิโอ พร้อมเปลี่ยนการหยามเหยียดให้เป็นการยอมรับด้วยสิ่งที่สุภาพที่สุดนั่นคือการทำให้เห็นด้วยตาและยอมรับด้วยใจ



แหล่งข่าว : sanook,Main Stand


กดที่รูปหากสนใจแอดไลน์

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.